
สารอาหารในสูตร
สารสกัดจากถั่วขาว
( White Kidney Bean Extract)
เป็นพืชสมุนไพรชนิดที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Phaseolus vulgaris สารสกัดที่แยกได้เรียกว่า
ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) เป็นตัวยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อัลฟา-อะไมเลส
(alpha-amylase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ ที่ทำหน้าที่ย่อยแป้งเชิงซ้อน (complex
carbohydrates) ทำให้แป้งไม่ถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาล การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายจึงลดลง
การยับยั้งที่จุดนี้จึงเป็นการลดปริมาณแคลอรีสะสมในร่างกายที่มาจาก
carbohydrate และเป็นส่วนสำคัญในการลดน้ำหนัก การศึกษาของ University of
Extremadura, Spain ในปี 2004 ได้ทดสอบในหนูทดลอง Wistar rats โดยได้รับสารสกัดนี้ควบคู่กับอาหารพวกแป้ง
พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและลดอัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำหนัก
เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
และมีการศึกษาของ UCLA School of Medicine, USAในปี 2004 โดยออกแบบการทดลองเพื่อประเมินผลของสารสกัด
white kidney bean โดยให้อาสาสมัครที่อ้วนจำนวน 50 คน เข้าร่วมการ ทดสอบขั้นที่
2(Phase 2) เป็นเวลา 8 สัปดาห์ในรูปแบบ randomized, double-blind, placebo-controlled
study ซึ่งหมายถึงการทดสอบแบบสุ่ม และเทียบผลกับยาหลอกโดยที่ผู้เข้าร่วมโครงการต่างก็ไม่ทราบว่า
ตนเองได้รับสารสกัดหรือได้รับยาหลอก ในทางการวิจัยนั้นการศึกษาประเภทนี้
ถือว่าเป็นการศึกษาที่น่าเชื่อถือมากที่สุด พบว่าสารสกัดนี้มีศักยภาพในการช่วยสนับสนุนการรักษา
(adjunct therapy) ในผู้ที่ประสบกับภาวะโรคอ้วน (obesity) และไตรกลีเซอไรด์สูง
(hypertriglyceridemia)
เคล์ป
(Kelp)
เคลป์ เป็นสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลที่พบได้มากในทะเลน้ำเย็น และเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยสารนานาชนิด
ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ทะเลและมนุษย์ ได้แก่ Algenic acid, Biotin, Bromine,
Calcium, Inositol, Iodine, Potassium, Selenium, Sodium, Sulfur Vitamin
A, B1, B3, B6, B12, C, E และ Zinc สาหร่ายเคลป์ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ
เนื่องจากมีไอโอดีนสูง
ที่นอกจากจะช่วยป้องกันและรักษาโรคคอพอก ชนิดขาดไอโอดีน (Hypothyroidism)
แล้ว ยังช่วยให้ร่างกายสร้างไธรอยด์ฮอร์โมนได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ไธรอยด์ฮอร์โมน
มีหน้าที่ช่วยในการเผาผลาญ (metabolism) ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตในร่างกาย
จากผลการวิจัยพบว่าไธรอยด์ฮอร์โมน
จะช่วยเผาผลาญไขมันผ่านขบวนการไซคลิคเอเอ็มพี (cAMP) ซึ่งจะเผาผลาญไขมันได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
นอกจากนี้ยังพบว่าไธรอยด์ฮอร์โมนช่วยกระตุ้นให้โคเลสเตอรอลเปลี่ยน เป็นกรดน้ำดี
(Bile Acids) และกระตุ้นให้ตับผลิตตัวรับสัญญาณของโคเลสเตอรอลชนิดเลว LDL
(Low Density Lipoprotein) ทำให้เซลล์ของตับสามารถจับ LDL และนำไปทำลายในเซลล์ได้เร็วขึ้นพลังงานที่เกิดขึ้นจากการเผาผลาญ
จะมีส่วนช่วยให้รู้สึกสดชื่นและกระตือรือร้นมากขึ้น
แอปเปิ้ลไซเดอร์
วินิการ์
แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งสายพันธุ์ Malus ในแอปเปิ้ลจะประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูง
และมีวิตามิน เอ วิตามิน ซี และยังเป็นแหล่งของใยอาหาร(pectin) อีกด้วย Apple
Cider คือ น้ำแอปเปิ้ลที่หมักจนเป็นเหล้า ซึ่งจะมีสารอาหารต่างๆ เช่น โพแทสเซียม
วิตามิน ซี และ pectin ซึ่งเป็นเส้นใยที่ละลายน้ำได้
จากการศึกษาพบว่าการบริโภคอาหารที่มี
pectin ในปริมาณสูง จะสามารถช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดได้ Apple Cider
ยังมีผลต่อระบบการย่อย และระบบการไหลเวียนโลหิต
นอกจากนั้นยังให้ประโยชน์อื่นอีก
เช่น ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยบรรเทาอาการของโรคกระดูกพรุน ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ
ช่วยกำจัดสารพิษออกจากเนื้อเยื่อและข้อต่อ ลดอาการของโรคข้ออักเสบ และช่วยบำรุงผิวพรรณ
อีกทั้งใน Apple Cider จะมีโซเดียมในปริมาณต่ำ ไม่มีไขมัน และไม่มีคลอเลสเตอรอลอีกด้วย
สารสกัดจากผลส้มแขก
(HCA)
จากผลการศึกษาวิจัย ดร. พิเชษฐ วิริยะจิตราและคณะ) ถึงสารสกัดจากผลส้มแขก
( HCA) มีสารไฮดรอกซี่ ซิตริค แอซิด หรือ HCA ช่วยลดไขมันในร่างกาย โดยจะไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์
ที่จะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลเป็นไขมันได้บางส่วน (ร้อยละ 40-70)
ซึ่งจะเป็นกระบวนการหลังจากที่ร่างกายได้นำเอาพลังงาน
ที่ควรได้รับจากแป้งและน้ำตาลไปใช้อย่างเพียงพอแล้ว ไขมันจึงถูกสร้างน้อยลงร่างกายมีพลังงานมากขึ้น
เพราะไกลโคเจนไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันทั้งหมด
สารสกัดจากชาเขียว
(Green Tea Extract)
จากการศึกษาของ University of Geneva ของ Switzerland พบว่าสารแคทีชีน (Catechin)
ที่มีอยู่ในชาเขียวมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน
และเผาผลาญไขมันให้มากขึ้นเพียงได้รับวันละ 50 มิลลิกรัมเท่านั้น
โดย
catechin จะไปเพิ่มขบวนการ thermogenesis ซึ่งเป็นขบวนการที่ร่างกายใช้ในการเผาผลาญพลังงาน
และเร่งการสลายไขมัน จึงทำให้ไขมันส่วนเกินลดลง
เลซิติน
( Lecithin )
Lecithin เป็นส่วนประกอบของไขมัน ฟอสโฟไลปิค ที่มีฟอสฟาติดิลโคลีน (พีซี)
เป็นส่วนประกอบสำคัญ มีประโยชน์ คือ ช่วยในการเสริมสร้างความจำ ช่วยควบคุมระดับคลอเลสเตอรอลได้
โดยเลซิตินทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายไขมันในเส้นเลือด และสามารถป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
ช่วยเผาผลาญไขมัน ช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ส่งเสริมการทำงานของเซลล์ให้มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ
หัวใจ ตับ ไต และต่อมไร้ท่อ ตลอดจนการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น นอกจากนี้เลซิตินยังช่วยป้องกัน
และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี
แมกนีเซียม
อะมิโน แอซิด คีเลต (Magnesium Amino Acid Chelated)
ช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ พร้อมเร่งเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงาน ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งในปฏิกิริยาเอนไซม์
หลายปฏิกิริยา จำเป็นสำหรับการส่งสัญญาณทางประสาทและการหดตัวของกล้ามเนื้อ
จำเป็นสำหรับการเติบโตของกระดูก สำคัญในการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ของวิตามิน
บี ซี จำเป็นสำหรับการเผาผลาญแคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียมและโปตัสเซียม
ช่วยในการควบคุมสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย
อาจทำหน้าที่เป็นตัวยาสงบประสาทตามธรรมชาติ ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
พบแมกนีเซียมในเนื้อสัตว์ผลไม้เปลือกแข็งถั่วเมล็ดแห้งข้าวไม่สีผักใบเขียว
โครเมี่ยม อะมิโน แอซิด คีเลต (Chromium Amino
Acid Chelated)
ช่วยลดความอยากอาหาร ป้องกันไม่ให้น้ำตาลเปลี่ยนเป็นไขมัน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
ลดระดับไขมัน LDL ลดการสร้างไขมันใหม่ และสลายไขมันเก่าให้กลายเป็นกล้ามเนื้อ
ทำให้รูปร่างกระชับ ไร้ไขมันส่วนเกิน Chromium AACมีโมเลกุลขนาดเล็กมาก สามารถดูดซึมผ่านลำไส้ได้โดยทันที
โดยไม่ต้องผ่านการย่อย ทำให้เพิ่มขีดความสามารถ ในการดูดซึมของแร่ธาตุโครเมี่ยมให้สูงยิ่งขึ้นกว่าโครเมี่ยมชนิดอื่นๆ
ปราศจากผลข้างเคียง ถึงแม้ว่าจะรับประทานมาเป็นเวลานาน พบโครเมี่ยมในบรูเออร์ยีสต์
ข้าวต่างๆ เนยแข็ง และตับ
แมงกานีส อะมิโน แอซิด คีเลต (Manganese Amino
Acid Chelated)
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยส่งเสริมการทำงานของโครเมี่ยม ทำให้ร่างกายเพิ่มอัตราการเผาผลาญแป้ง
และไขมันให้เป็นพลังงานมากขึ้น และกระตุ้นให้ร่างกายใช้พลังงานอย่างรวดเร็ว
ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง สามารถออกกำลังกายหรือทำงานได้นานขึ้นกว่าเดิมโดยไม่อ่อนเพลีย
แหล่งอาหารที่ดีที่สุดของแมงกานิส คือ ข้าวต่างๆ ผลไม้เปลือกแข็ง และผลไม้
ซีลีเนียม อะมิโน แอซิด คอมเพล็กซ์ (Selenium Amino Acid Chelated)
ป้องกันการเสื่อมของตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น ทำให้ร่างกายใช้น้ำตาลได้ดีขึ้น
ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย นอกจากนี้ซีลีเนียมยังเป็นสารต้านออกซิแดนส์ตามธรรมชาติ
ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับวิตามิน อี เพื่อรักษาเนื้อเยื่อต่างๆให้มีความยืดหยุ่น
และช่วยให้หัวใจทำหน้าที่ได้ดีขึ้นช่วยในการผลิตสาร prostagland
ซีลีเนียมยังสำคัญในการช่วยไม่ให้เป็นหมัน
โดยช่วยให้เชื้ออสุจิมีความ แข็งแรง ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการเป็นโรค อาจป้องกันการแก่ก่อนอายุโดยไปยับยั้งการสร้างอนุมูลอิสระ
และยังช่วยป้องกันร่างกายจากรังสี แหล่งอาหารที่ดีที่สุดของซีลีเนียม คือ
อาหารทะเล ตับ และข้าว
ซิงค์
อะมิโน แอซิด คีเลต (สังกะสี)
ช่วยย่อย เผาผลาญและสลายไขมันเก่า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Growth
Hormone ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสลายไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเวลาหลับ
นอกจากนี้ ซิงค์ยังช่วยในการสร้าง RNA และ DNA และสังเคราะห์โปรตีน ซิงค์มีความจำเป็นสำหรับการหายใจของเนื้อเยื่อ
ซิงค์เป็นส่วนหนึ่งของอินซูลิน ซึ่งเกี่ยวข้องในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรทและให้พลังงาน
ซิงค์จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต และการเจริญของระบบสืบพันธุ์และช่วยให้ต่อมลูกหมาก
ทำหน้าที่ได้ถูกต้อง ป้องกันไม่ให้เป็นหมัน
ซิงค์ทำให้การรักษาบาดแผลและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น
ซิงค์ช่วยให้การดูดซึมของวิตามินบี ดีขึ้น และนำวิตามิน เอ ไปใช้ประโยชน์
ซิงค์จำเป็นสำหรับสุขภาพผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ และระบบประสาทกลาง
ซิงค์สำคัญในการสร้างกระดูกตามปกติ และช่วยในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
ซิงค์ช่วยในการขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือดทางปอด
ซิงค์ช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิว
มีรายงานการวิจัยพบว่า ในผู้ที่มีความผิดปกติของผิวหนังต่อไปนี้ มีระดับของแร่ธาตุสังกะสีในผิวหนังต่ำกว่าปกติ
เช่น ผู้ที่เป็นสิว ผู้ที่มีอาการผิวหนังพุพอง ผู้ป่วยโรคงูสวัสดิ์ และ ผู้ป่วยโรคเรื้อนกวาง
(สะเก็ดเงินสะเก็ดทอง) มีการใช้แร่ธาตุสังกะสีเป็นแร่ธาตุเสริม เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทาน
รักษา ป้องกันสิว และป้องกันการเกิดแผลเป็นจากสิว ทั้งนี้การเสริมแร่ธาตุสังกะสี
จะช่วยรักษาสิวได้หรือไม่ขึ้นกับว่าร่างกายมีภาวะขาดแร่ธาตุสังกะสีหรือไม่
มีรายงาน การใช้แร่ธาตุสังกะสีในการรักษาสิวบางกรณี โดยให้แร่ธาตุสังกะสี
ปริมาณ 30 มก.ต่อวัน เป็นระยะเวลา 2-3 เดือน พบกว่าผลการรักษาเทียบเท่ากับการใช้ยาปฎิชีวนะเลยทีเดียว
หากมีการใช้แร่ธาตุสังกะสีในระยะยาวเพื่อการรักษาสิว
ร่างกายจะต้องได้รับแร่ธาตุสำคัญอีกสองชนิดคือ ทองแดง (Copper) และแมงกานีส
(Manganese) ด้วย เนื่องจากแร่ธาตุทั้ง 3 ชนิดนี้จะแย่งจับตัวรับ (Receptor)
ตำแหน่งเดียวกันของเซลล์ การได้รับ เพียงแต่ธาตุสังกะสี เป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายขาดธาตุทองแดงและแมงกานีสได้
ซึ่งจะนำไปสู่อาการผิดปกติอื่นๆของร่างกาย ผลจากการใช้ธาตุสังกะสีเป็นแร่ธาตุเสริมในการรักษาสิว
อาจจะใช้ระยะเวลาถึง 14 สัปดาห์ในผู้ที่มีปัญหาบางราย แต่บางรายเพียง 3 สัปดาห์ก็เห็นผลและบางกรณีสิวดูเหมือนจะแย่ลงในสัปดาห์แรกๆ
ของการรักษาด้วยแร่ธาตุเสริมจึงดีขึ้น หลังจากนั้น แหล่งอาหารที่ดีที่สุดของสังกะสี
คือ ตับ ไข่ ผลไม้เปลือกแข็ง และข้าว
คอปเปอร์
อะมิโน แอซิด คีเลต (Copper Amino Acid Chelated)
ช่วยเผาผลาญ นอกจากนี้คอปเปอร์ (ทองแดง)ยังจำเป็นเพื่อให้เหล็กถูกดูดซึม
และนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างฮีโมโกลบินคอปเปอร์ ช่วยในการผลิตกรดนิวคลีอิค
คือ อาร์ เอ็น เอ คอปเปอร์จำเป็นสำหรับการเผาผลาญโปรตีน และการสร้างสีของผิวหนังและสีผม
เมื่อคอปเปอร์ร่วมกับวิตามินซีจะช่วยในการสร้างอีลาสติน คอปเปอร์มีอยู่ในระบบเอ็นไซม์ต่างๆ
สำคัญในระบบโครงสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันธ์และการผลิตฟอสโฟไลพิด แหล่งอาหารที่ดีที่สุดของทองแดง
คือ หอยนางรม ผลไม้เปลือกแข็ง เมล็ดพืช และถั่ว
วิตามินบี
1 (Vitamin B1)
วิตามิน บี 1 มีความสำคัญต่อเมตาบอลิซึ่มของพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมตาบอลิซึ่มของคาร์โบไฮเดรตนำเอาพลังงานออกมาจากคาร์โบไฮเดรต
ซึ่งมีความจำเป็นต่อสภาพของกล้ามเนื้อ โดยทำหน้าที่เป็น co-enzyme ใน oxidative
decarboxylation ในกระบวนการสลายน้ำตาลกลูโคส [glycolysis], rebs cycle และ
Pentose phosphate pathway ดังนั้น ยิ่งใช้พลังงานมากก็ยิ่ง มีความต้องการวิตามินบี
1 มากขึ้น ค่า RDA ของวิตามิน บี 1 ประมาณ 0.5 มก./1000 กิโลแคลลอรี่ วิตามินบี
1 มีความจำเป็นต่อสภาพของกล้ามเนื้อ ช่วยรักษาเนื้อเยื่อประสาทเพื่อการเติบโตเป็นไปตามปกติ
พบวิตามินบี 1 มากในเนื้อหมู เนื้อแกะ ตับ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว รำข้าว ข้าวซ้อมมือ
ธัญพืช
วิตามินบี
2 (Vitamin B2)
ช่วยให้ร่างกายขับพลังงานที่เก็บไว้ออกมา และยังมีส่วนในการเผาผลาญอาหารจำพวกโปรตีน
คาร์โบไฮเดรต และไขมัน มีความจำเป็นต่อการหายใจของเซลล์ ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง
ปกป้องผิวหนัง และสายตาเป็น co-enzyme ในปฏิกิริยาการเปลี่ยนวิตามิน บี 6
และกรดโฟลิก ให้อยู่ในรูป active ทั้งยังทำหน้าที่รักษาเนื้อเยื่อของร่างกาย
รักษาสภาพของเยื่อบุผิวและ mucosa ให้เป็นปกติแหล่งที่ให้วิตามินบี 2 มากได้แก่
ไข่ นม ปลา ตับ เนื้อสัตว์ ธัญพืช ชีสและผักใบเขียว
ไนอะซิน (Niacin)
คือวิตามินบี 3 เป็นเอนไซม์ที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และเผาผลาญโปรตีนในร่างกาย
ทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ได้ดียิ่งขึ้น แหล่งของ
niacin อยู่ในตับ นมวัว ไข่ เนื้อสัตว์ ปลา ธัญพืช ถั่วและข้าวซ้อมมือ
กรดแพนโทธินิค
(Pantothenic Acid)
คือวิตามิน บี 5 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนให้กลายเป็นพลังงาน
มีความสำคัญต่อการสร้างเนื้อเยื่อประสาท และฮอร์โมน พบมากในเครื่องในสัตว์
ยีสต์ ไข่แดง ถั่ว และ wheat germ
วิตามินบี
6 (Vitamin B6)
ช่วยเร่งเผาผลาญไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนให้กลายเป็นพลังงานทำให้ไขมันลดลง
มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้สมบูรณ์ และเหมาะสมกับระบบภูมิคุ้มกัน
นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมระดับของ Homocysteine (Amino Acid) ที่พบในเลือดไม่ให้มีปริมาณสูง
เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจแหล่งของวิตามิน บี 6 อยู่ในตับ เนื้อสัตว์
ปลาแซลมอน นม ถั่ว องุ่น จมูกข้าวสาลี แครอท มันฝรั่ง ข้าวซ้อมมือ กล้วย
มะเขือเทศ
วิตามินบี
12 (Vitamin B12)
วิตามินบี 12 เป็น coenzyme ของ methyl malonyl CoA mutase และ B12 methyl
transferase ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเมตาบอลิซึ่มของคาร์โบไฮเดรท ไขมัน โปรตีน
ช่วยให้กระบวนการเมตาบอลิซึ่มไปถึงจุดสุดยอด
และมีบทบาทในการเจริญและการแบ่งตัวของเซลล์ รวมทั้งการสังเคราะห์ myelin
ด้วย แหล่งของวิตามินบี 12 อยู่ในตับ ไต รองลงมาได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่แดง
และอาหารหมักดอง เช่น กะปิ น้ำปลา เต้าเจี้ยว อาหารที่มาจากพืชผักทั้งหมดไม่มีวิตามินบี
12 เลย ยกเว้นอาหารหมักดอง
สารสกัดจากมะขามป้อม
มะขามป้อมอุดมด้วยวิตามิน ซี สูง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยในการระบาย
|